อีโบลาวิกฤต! คองโกเสียชีวิตกว่า 2,300 ราย รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไทยเฝ้าระวังแล้ว

อีโบลาวิกฤต คองโก

สถานการณ์ อีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) กำลังถูกจับตามองอีกครั้ง หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนการระบาดรอบนี้กลายเป็นครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลคองโก ซึ่ง Reuters รายงานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ระบุว่า พบผู้ป่วยยืนยันแล้ว 4,945 ราย เสียชีวิต 2,325 ราย และมีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มอีก 101 รายภายใน 24 ชั่วโมง ตัวเลขผู้เสียชีวิตดังกล่าวแซงการระบาดครั้งใหญ่ของคองโกในช่วงปี 2561-2563 ไปแล้ว

การระบาดครั้งนี้เกิดจาก Bundibugyo virus ซึ่งเป็นเชื้ออีโบลาชนิดที่พบไม่บ่อย และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาจำเพาะที่ได้รับการอนุมัติ โดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่ากำลังมีการศึกษาและทดสอบวัคซีนรวมถึงแนวทางการรักษาที่อาจนำมาใช้กับเชื้อชนิดนี้ในอนาคต

ส่วนประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ยืนยันว่า ยังไม่พบผู้ป่วยอีโบลาในประเทศไทย และยังคงมีการเฝ้าระวัง คัดกรอง และติดตามผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

อีโบลารอบนี้รุนแรงแค่ไหน? ทำไมทั่วโลกกำลังจับตา

หากดูเฉพาะตัวเลขล่าสุด การระบาดกำลังขยายตัวเร็วกว่าช่วงต้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ WHO รายงานข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า คองโกมีผู้ป่วยยืนยัน 3,605 ราย เสียชีวิต 1,587 ราย และพบการระบาดใน 49 เขตสุขภาพ ครอบคลุม 5 จังหวัด แต่เพียงประมาณสองสัปดาห์ต่อมา ตัวเลขของรัฐบาลคองโกเพิ่มขึ้นเป็น 4,945 ราย และเสียชีวิต 2,325 รายแล้ว

สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองมากขึ้นเมื่อมีรายงานว่าการระบาดได้ขยายไปยัง จังหวัดที่ 6 ของประเทศ ในช่วงกลางเดือนสิงหาคม หลังพบผู้ติดเชื้อในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีรายงานโรค

WHO ระบุว่าการควบคุมการระบาดครั้งนี้เผชิญอุปสรรคหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความไม่มั่นคงในพื้นที่ การเคลื่อนย้ายและพลัดถิ่นของประชาชน การเดินทางข้ามพื้นที่ รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ทำให้การค้นหาผู้ป่วย ติดตามผู้สัมผัส และควบคุมการแพร่เชื้อทำได้ยากขึ้น

Bundibugyo คืออะไร? เป็นอีโบลาสายพันธุ์ใหม่หรือไม่

ถึงแม้ชื่อ Bundibugyo อาจเพิ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการระบาดครั้งนี้ แต่ไม่ได้เป็นเชื้อที่เพิ่งค้นพบในปี 2569

กรมควบคุมโรค ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า Bundibugyo เป็นอีโบลาชนิดที่พบไม่บ่อย แต่ ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ ขณะที่ข้อมูล WHO ระบุว่า Bundibugyo virus disease เป็นโรคอีโบลาชนิดรุนแรงที่เกิดจากเชื้อ Bundibugyo virus ในกลุ่ม Orthoebolavirus

เชื้อสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับ เลือด สารคัดหลั่ง อวัยวะ หรือของเหลวจากร่างกายของผู้ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวหรือวัสดุที่ปนเปื้อนของเหลวเหล่านั้น การติดเชื้อจึงแตกต่างจากโรคทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ซึ่งสามารถแพร่ผ่านละอองจากทางเดินหายใจได้ง่ายกว่า

ข้อมูลเรื่องการแพร่เชื้อสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมจาก WHO – Ebola disease caused by Bundibugyo virus ซึ่งระบุวิธีการแพร่เชื้อและข้อมูลทางระบาดวิทยาของโรคไว้โดยตรง

อีโบลาวิกฤต คองโก

อาการอีโบลาเป็นอย่างไร? ช่วงแรกอาจดูเหมือนโรคทั่วไป

หนึ่งในความยากของการตรวจพบอีโบลาคือ อาการช่วงแรกไม่ได้มีลักษณะเฉพาะที่เห็นแล้วสามารถบอกได้ทันทีว่าเป็นโรคนี้ จากข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก โรคอีโบลาชนิดนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 2-21 วัน และผู้ติดเชื้อจะยังไม่แพร่เชื้อจนกว่าจะเริ่มมีอาการ

อาการในระยะแรกที่อาจพบ

  • มีไข้
  • อ่อนเพลียมาก
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ

หลังจากนั้นอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องเสีย หรือปวดท้อง รวมถึงการทำงานของอวัยวะบางส่วนผิดปกติ และในผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะเลือดออกได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยอีโบลาทุกคนจะต้องมีเลือดออก และอาการช่วงแรกยังสามารถคล้ายกับมาลาเรียหรือโรคติดเชื้ออื่น การยืนยันจึงต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการอย่างเดียวได้

ทำไมรอบนี้ถึงมีผู้เสียชีวิตสูงมาก?

จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเชื้อ Bundibugyo ในปี 2569 “รุนแรงขึ้นจากการกลายพันธุ์” โดยตรง ปัจจัยหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากก็คือ การตรวจพบผู้ป่วยล่าช้าและการเข้าถึงการรักษา

Reuters รายงานว่า อัตราการเสียชีวิตของการระบาดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20% ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนเป็นประมาณ 46% ตามข้อมูลล่าสุด โดยผู้เชี่ยวชาญมองว่าปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับการตรวจพบและการนำส่งผู้ป่วยเข้าสู่ระบบรักษาล่าช้า มากกว่าจะสรุปได้ว่าเชื้อมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเอง สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้จาก Reuters – Congo Ebola outbreak

WHO ยังรายงานว่า ณ วันที่ 30 กรกฎาคม มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อยืนยันแล้ว 151 ราย และเสียชีวิต 44 ราย สะท้อนถึงความเสี่ยงในการดูแลผู้ป่วยและข้อจำกัดด้านมาตรการป้องกันการติดเชื้อในพื้นที่ที่ระบบสาธารณสุขกำลังรับภาระหนัก

อีกประเด็นสำคัญคือ ปัจจุบันยัง ไม่มีวัคซีนหรือยารักษาจำเพาะที่ได้รับการอนุมัติสำหรับ Bundibugyo virus disease แม้จะมีวัคซีนและยาหลายตัวอยู่ระหว่างการศึกษา WHO จึงยังให้ความสำคัญกับการค้นหาผู้ป่วยให้เร็ว การแยกผู้ติดเชื้อ การติดตามผู้สัมผัส การดูแลรักษา และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก (ติดตามงานวิจัยและการตอบโต้จาก WHO)

แล้วประเทศไทยต้องกังวลแค่ไหน?

แม้สถานการณ์ในคองโกจะรุนแรงขึ้น แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยต้องแยกออกจากสถานการณ์ในแอฟริกาให้ชัดเจน

กรมควบคุมโรคเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ว่า ประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ และประเมินว่าโอกาสที่โรคจะแพร่เข้ามาในประเทศไทยในขณะนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากปริมาณการเดินทางจากพื้นที่ระบาดมายังประเทศไทยมีจำกัด

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงใช้มาตรการเฝ้าระวัง โดยกรมควบคุมโรคระบุถึงมาตรการหลัก ได้แก่

  • เฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง
  • ตรวจสอบประวัติการเดินทางย้อนหลัง 21 วัน
  • ติดตามอาการตามระยะเวลาที่กำหนด
  • เตรียมโรงพยาบาล ห้องแยกโรค และทีมแพทย์รองรับผู้ป่วยสงสัย

รายละเอียดมาตรการทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้จาก ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องสถานการณ์อีโบลาในดีอาร์คองโก โดยตรง

AGEWell Thailand ชวนติดตามสถานการณ์อย่างเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนกเกินความจำเป็น

การระบาดของอีโบลาในคองโกครั้งนี้เป็นสถานการณ์ด้านสาธารณสุขที่ควรติดตาม เพราะจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญคือการแยกระหว่าง “สถานการณ์ที่กำลังรุนแรงในพื้นที่ระบาด” กับ “ระดับความเสี่ยงของประชาชนในประเทศไทย”

AGEWell Thailand อยากให้ทุกคนติดตามข่าวสุขภาพจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบวันที่ของข้อมูลก่อนส่งต่อ และไม่ตื่นตระหนกกับพาดหัวเพียงอย่างเดียว เพราะการเข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้องจะช่วยให้เราดูแลทั้งตัวเอง ผู้สูงอายุ และคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสมมากกว่า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม

บริษัท เอจเวลล์ ลิฟวิ่ง จำกัด (ประเทศไทย) AGEWELL LIVING (THAILAND)

98/31 ซอย 01 กาญจนาภิเษก 11/5 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร

ช่วงเวลาให้บริการ: 08.00 - 18.00 น.


เว็บไซต์:   https://agewellthailand.com/

เบอร์ติดต่อ:  083-259-1569

Line:   @pplusv

โลโก้ Agewell

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *