สถานการณ์ ไข้หวัดใหญ่ไทยปี 2569 ยังคงต้องเฝ้าระวัง หลังกรมควบคุมโรครายงานจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 8 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมแล้ว 359,672 ราย และเสียชีวิต 57 ราย แม้กลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุดจะเป็นเด็กวัยเรียน แต่ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวยังเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ ไอ อ่อนเพลีย หรือเริ่มหายใจลำบากร่วมด้วย
สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในไทยปี 2569 ล่าสุดเป็นอย่างไร?
จากการแถลงข่าวของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ระบุว่า ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในกลุ่มโรคติดต่อสำคัญที่ติดตามในช่วงวันที่ 9 สิงหาคม–8 กันยายน 2569 รองลงมาคือโรคอุจจาระร่วงและโควิด 19
ข้อมูลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศที่รายงานในครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้
ข้อมูลสะสม 1 มกราคม – 8 กันยายน 2569
กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด: เด็กอายุ 5–9 ปี
สายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดในเดือนสิงหาคม: Influenza A/H1N1 (pdm09)
กรมควบคุมโรคยังระบุว่า ไข้หวัดใหญ่ โควิด 19 และ RSV มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนการแถลงข่าว โดยไข้หวัดใหญ่มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุดในสามโรคนี้ จึงแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาศัยอยู่ร่วมกัน
สำหรับข้อมูลที่อัปเดตหลังจากนี้ สามารถติดตามได้จากหน้า รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ ปี 2569 ของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ซึ่งรวบรวมข้อมูลตามสัปดาห์การระบาดไว้โดยตรง
ไข้หวัดใหญ่มีอาการอย่างไร ต่างจากหวัดธรรมดาตรงไหน?
ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการค่อนข้างรวดเร็ว บางคนยังทำกิจวัตรได้ตามปกติในช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายหรือเย็นกลับมีไข้สูง ปวดเมื่อย และอ่อนเพลียมาก ซึ่งต่างจากหวัดธรรมดาที่มักค่อย ๆ เริ่มมีอาการและมีความรุนแรงน้อยกว่า
อาการที่พบบ่อย
- ไข้หรือหนาวสั่น
- ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือคัดจมูก
- ปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
ไข้หวัดใหญ่ปี 2569 กลุ่มไหนต้องระวังเป็นพิเศษ?
แม้ข้อมูลปีนี้จะพบผู้ป่วยมากในเด็กอายุ 5–9 ปี แต่จำนวนผู้ป่วยมากไม่ได้หมายความว่ากลุ่มนั้นจะมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงสูงที่สุดเสมอไป กรมควบคุมโรคได้ระบุไว้ว่ากลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีเพื่อลดความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงมี 7 กลุ่ม ได้แก่
- หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
- เด็กอายุ 6 เดือนถึงต่ำกว่า 5 ปี
- ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างรับเคมีบำบัด
- ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ป่วยธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ผู้ที่มีภาวะอ้วน โดยมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 35
- ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายอย่างร่วมกัน อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เช่น ผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคปอดอยู่ก่อนแล้ว การติดเชื้ออาจทำให้โรคเดิมกำเริบหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ครอบครัวควรให้ความสำคัญกับการดูแลและติดตามอาการของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด
เป็นไข้หวัดใหญ่ อาการแบบไหนที่ควรรีบไปโรงพยาบาล?
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ส่วนหนึ่งสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการพักผ่อนและดูแลตามอาการ แต่สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง ไม่ควรรอจนมีอาการรุนแรงก่อนค่อยปรึกษาแพทย์ เพราะการประเมินตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งให้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อเริ่มรักษาในช่วง 1–2 วันแรกหลังมีอาการ แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูงอาจยังได้รับประโยชน์แม้เริ่มรักษาช้ากว่านั้น จึงไม่ควรใช้เวลา 48 ชั่วโมงเป็นเหตุผลในการไม่ไปพบแพทย์
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลทันที
- หอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจเร็วผิดปกติ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกต่อเนื่อง
- ซึมลง สับสน หรือปลุกตื่นยาก
- อ่อนแรงมากจนลุกเดินไม่ไหว
- ปัสสาวะไม่ออกหรือมีอาการขาดน้ำรุนแรง
- ไข้หรืออาการไอเริ่มดีขึ้นแล้วกลับมาเป็นหนักกว่าเดิม
- โรคประจำตัวกำเริบอย่างชัดเจน
อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อน รวมถึงปอดอักเสบหรือปัญหาการหายใจ ไม่ควรรอให้อาการดีขึ้นเองที่บ้าน โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยเป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
ป้องกันไข้หวัดใหญ่ช่วงนี้อย่างไร และดูแลผู้สูงอายุที่บ้านแบบไหนถึงเหมาะ?
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนรักษาสุขอนามัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการล้างมือ สวมหน้ากากเมื่อจำเป็น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการทางเดินหายใจ และพักรักษาตัวเมื่อเจ็บป่วย เพื่อลดโอกาสนำเชื้อไปแพร่ให้คนในบ้าน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง
สำหรับการดูแลในชีวิตประจำวัน มีเรื่องที่ควรให้ความสำคัญดังนี้
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรสอบถามสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพราะวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนได้ โดยสิทธิและช่องทางรับวัคซีนอาจแตกต่างกันตามระบบการรักษาของแต่ละคน สามารถติดตามคำแนะนำเพิ่มเติมได้จาก กรมควบคุมโรค
การแยกผู้ป่วยออกจากคนในบ้าน
หากมีสมาชิกในครอบครัวเริ่มมีไข้ ไอ หรือเจ็บคอ ควรลดการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ หากจำเป็นต้องดูแลกัน ควรสวมหน้ากาก ล้างมือ และทำความสะอาดของใช้ที่สัมผัสร่วมกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในบ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียงซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสัมผัสได้ด้วยตัวเอง
การดูแลระหว่างพักฟื้น
ผู้ป่วยควรพักผ่อนและดื่มน้ำให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หากมีโรคไตหรือโรคหัวใจที่ต้องจำกัดน้ำ ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับผู้สูงอายุที่รับประทานอาหารได้น้อย ควรติดตามทั้งปริมาณอาหาร น้ำดื่ม และปัสสาวะร่วมกัน เพราะอาการอ่อนเพลียหรือขาดน้ำอาจทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยากขึ้น
ในบ้านที่มีผู้สูงอายุเคลื่อนไหวลำบากหรือใช้ผ้าอ้อมเป็นประจำ ผู้ดูแลควรตรวจความเปียกชื้นและเปลี่ยนผ้าอ้อมตามความเหมาะสม แม้ผู้ป่วยจะนอนพักมากกว่าปกติก็ตาม การ เปลี่ยนแพมเพิสผู้ใหญ่ และสังเกตปริมาณปัสสาวะยังมีความสำคัญ เพราะหากปัสสาวะลดลงมากผิดปกติร่วมกับอาการซึมหรืออ่อนเพลีย อาจเป็นสัญญาณที่ควรรีบแจ้งแพทย์
ความห่วงใยจาก AGEWell Thailand
สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ไทยปี 2569 ยังเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวควรติดตาม โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การป้องกันตั้งแต่ก่อนป่วยและการสังเกตอาการเมื่อเริ่มไม่สบาย มีความสำคัญไม่แพ้การดูแลระหว่างพักฟื้น
สำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องใช้ผ้าอ้อมเป็นประจำ แพมเพิสผู้ใหญ่ AGEWell มีทั้งแบบกางเกงและแบบเทปให้เลือกตามสภาพร่างกายและความสะดวกของผู้ดูแล เพื่อช่วยเรื่องความสะอาดและการขับถ่ายระหว่างพักฟื้น โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นตัวช่วยด้านสุขอนามัย ไม่ใช่อุปกรณ์ป้องกันหรือรักษาไข้หวัดใหญ่
AGEWell Thailand ขอส่งความห่วงใยถึงทุกครอบครัว และขอให้ติดตามสถานการณ์จากกรมควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง หากคนในบ้านมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เริ่มหายใจลำบาก ซึมลง หรืออ่อนแรงมาก ควรพาไปพบแพทย์โดยไม่รอให้อาการรุนแรงขึ้น
ช่องทางการติดต่อเพิ่มเติม
บริษัท เอจเวลล์ ลิฟวิ่ง จำกัด (ประเทศไทย) AGEWELL LIVING (THAILAND)
98/31 ซอย 01 กาญจนาภิเษก 11/5 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร
ช่วงเวลาให้บริการ: 08.00 - 18.00 น.
เว็บไซต์: https://agewellthailand.com/
เบอร์ติดต่อ: 083-259-1569
Line: @pplusv
